เรื่องราว ข่าวสวน

ในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน จะมีผลผลิตจากเกษตรกรชาวสวนออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะทุเรียน (มีมากถึง 80,000 ตัน) มังคุด เงาะ และผลไม้อื่นๆ นอกจากทำสวนแล้ว ยังเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตชาวสวน ชิม ช๊อป ผลไม้สดๆ ที่ได้คุณภาพจากสวนโดยตรง โดยในปีนี้ มีเครือข่ายสวนผลไม้ที่เปิดให้บริการไม่น้อยกว่า 50 แห่ง กระจายอยู่ตามอำเภอต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาทำกิจกรรมกันในสวน เช่น การเก็บผลไม้สดๆจากสวน รับประทานบุฟเฟ่ต์ผลไม้ อาทิ ทุเรียน, เงาะ, มังคุด, ส้มโอ, ชมพู่, ลำไย, สละ, แก้วมังกร, ลองกอง, มะเฟือง, มะยงชิด และองุ่น เป็นต้น พร้อมชมสวนโดยมีเจ้าหน้าที่คอยให้ข้อมูลตลอดทริป อีกทั้งยังมีบริการที่พักแบบโฮมสเตย์ราคาถูกอีกด้วย


ปัญหาน้ำเค็ม ผลกระทบการปลูกทุเรียน




ปัญหาน้ำเค็มหรือน้ำทะเลหนุนเป็นปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาเป็นเวลานานหลายสิบปีมาแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ของเกษตรกร แต่ภาวะน้ำเค็มในปัจจุบันแตกต่างจากอดีต  เพราะ ในอดีตน้ำเค็มจะหนุนเพียงบางปีและกินระยะเวลาเพียง  7-10 วันซึ่งเป็นระยะเวลาที่ไม่ยาวนานและยังไม่ส่งผลกระทบต่อการทำสวนทุเรียน แต่หลังน้ำท่วม 2554 ตั้งแต่ปี 2555 ช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ น้ำเค็มรุกเข้ามาประมาณ 7 วัน แต่หลังจากนั้น(2556-2558)  น้ำเค็มหนุนรุกเข้ามาทุกปีและกินระยะเวลายาวนานถึง 7-10 เดือนใน 1 ปี ตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เป็นต้นมา


เกษตรกรควร “ปรับตัว” อย่างไร ?




ในปัจจุบัน สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เกษตรกรจึงจำเป็นต้องรู้จักสภาพแวดล้อมและเรียนรู้ที่จะปรับตัวอยู่เสมอ โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของทุเรียน มีดังนี้
   

            “น้ำ”  เกษตรกรควรวัดค่าน้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยมาตรการวัดน้ำเค็มนั้นจะมี 2 แบบ คือ หนึ่งเครื่องวัดน้ำเค็มที่มีหน่วยวัดเป็น ppm (ช่วงค่า 0-9990 ppm) สอง เครื่องวัดที่เกษตรกรในจังหวัดนนทบุรีใช้กันอย่างแพร่หลายซึ่งมีหน่วยเป็น ppt (ช่วงค่า 1.0 - 70.0 ppt)  โดยน้ำที่สามารถน้ำมาใช้รดต้นทุเรียนได้จะต้องอยู่ที่ค่าต่ำกว่า 0.3 ppt หรือ ต่ำกว่า 300 ppm  นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องระวังคือ “น้ำฝน”  กล่าวคือ โดยปกติน้ำฝนที่ตกลงมาจากท้องฟ้าเป็นน้ำที่ไม่มีความเค็ม แต่เมื่อน้ำฝนนั้นได้ชะผ่านหน้าดินที่มีความเค็มสะสมอยู่ลงสู่ท้องร่องสวน  จะทำให้น้ำในท้องร่องมีความเค็มได้  ดังนั้น เกษตรกรจึงควรวัดค่าน้ำก่อนที่จะนำมาใช้รดต้นทุเรียนทุกครั้ง

           “ดิน” เกษตรควรวัดค่า pH ของดินก่อนที่จะทำการปลูกต้นทุเรียน โดยค่า pH ของดินที่เหมาะสมต่อการปลูกทุเรียนควรอยู่ระหว่าง ค่า pH 6.5-7  เกษตรกรจึงต้องแก้ปัญหาความเป็นกรดของดินก่อน โดยการใช้ยิปซัมเพื่อปรับสภาพดินก่อนที่จะปลูกและทำให้ดินร่วนซุย    

           “ปุ๋ย” หากเกษตรกรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 หรือ 16-16-16  จะทำให้ดินเสื่อมสภาพลงอย่างแรง เกษตรกรจึงควรเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ปุ๋ยเคมีมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์จำพวกขี้หมูหรือขี้วัวแทน  และปลูกพืชคลุมดินที่มีประโยชน์ต่อต้นทุเรียนจำพวกต้นทองหลางหรือต้นปอเทือง  อีกทั้งควรใช้หญ้าหรือฟางคลุมดินเพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับดินและทำให้ความสมบูรณ์ของดินกลับมา 

          “ลมและแดด”  ในปัจจุบันนี้ลมมีความแรงมากขึ้นและมาเป็นช่อง เกษตรกรจึงควรปลูกไม้กันลมไว้บริเวณเขตพื้นที่สวน โดยปลูกพืชบังลม จำพวกมะพร้าว ไผ่หวาน  ขี้เหล็กและสะเดา  อีกทั้งต้นทุเรียนที่ปลูกใหม่นั้นควรปักไม้ให้แน่นและบังแดดโดยใช้ทางมะพร้าวบังด้านตะวันออกกับตะวันตก 2 ด้าน ไม่ควรปิดด้านบน เนื่องจากต้องเปิดไว้เพื่อให้ต้นทุเรียนรับน้ำค้าง



TAGS :